วันศุกร์ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

Beauty Care : ปัญหาริมฝีปากคล้ำ





   ปัญหาของริมฝีปาก ก็ไม่แตกต่างจากปัญหาผิวพรรณในส่วนอื่นๆของร่างกาย และสิ่งที่ก่อความกังวลให้หญิงสาวจำนวนมากก็คือ ปัญหาริมฝีปากคล้ำ ริมฝีปากแห้งและแตก หรือลอกเป็นขุย ซึ่งหากดูแลไม่ดีพอหรือแก้ปัญหาไม่ถูกจุด ริมฝีปากก็จะยิ่งดำคล้ำทำให้ดูหน้าเกลียด และบั่นทอนความงามของใบหน้าลงไปมากเลยที่เดียว 


  สีของริมฝีปากตามปกติมีตั้งแต่สีชมพูสด สีแดง ไปจนถึงสีคล้ำ การเปลี่ยนแปลงสีที่ริมฝีปากเป็นลักษณะเฉพาะบุคคล เช่น คนผิวคล้ำก็มีโอกาสที่จะมีริมฝีปากเข้มมากกว่าคน ผิวขาว นอกจากนั้นก็ยังเป็นไปตามวัย และสภาพแวดล้อมด้วย ที่ธรรมชาติได้กำหนดไว้ว่าเมื่ออายุมากขึ้น ริมฝีปากก็จะเริ่มมีสีคล้ำขึ้นเรื่อยๆ เช่นเดียวกับสีของผิวหนังส่วนอื่นๆ ในร่างกาย เพราะฉะนั้นก็อย่าไปกังวลเลย


ปัจจัยการเกิด ริมฝีปากคล้ำ

ลักษณะเฉพาะบุคคล ดังที่กล่าวแล้วว่า คนผิวคล้ำจะมีริมฝีปากสีเข้มมากกว่าคนผิวขาว ซึ่งเป็นเรื่องของคน คนนั้น 

อุณหภูมิ อาจมีผลทำให้ริมฝีปากเปลี่ยนแปลงได้ เช่นช่วงที่อากาศหนาวเย็น ปากอาจจะมีสีคล้ำขึ้น เพราะเส้นเลือดหดตัวและมีสีดำมาคั่งค้างมากกว่าปกติ 

ผู้ที่สุขภาพไม่สมบูรณ์ เช่นเลือดจาง เจ็บป่วยเรื้อรัง ผู้ป่วยระยะฟื้นไข้ ปริมาณเลือดที่ไหลมาเลี้ยงริมฝีปากมีน้อย จึงทำให้ริมฝีปากดูซีดเซียว ไม่มีสีสัน หรือผู้ป่วยเป็นโรคหัวใจที่เลือดมีความเข้มข้น ก็จะทำให้ริมฝีปากดูคล้ำกว่าคนปกติได้ 

อาหารที่เรากินอยู่ทุกวัน ก็มีส่วนไม่น้อยที่ทำให้เกิดปัญหา ปากคล้ำ ตัวอย่างเช่น ผักขึ้นฉ่าย ผักชี ฝรั่ง หอม กระเทียม ขิง หรือผลไม้รสเปรี้ยวพวกส้ม สับปะรด มะม่วง ฯลฯ เนื่องจากอาหารเหล่านี้มีสารที่ชื่อว่า โซราเลน (psoralen) สารดังกล่าวเมื่อตกค้างตามริมฝีปากก็ไม่ได้ทำให้เกิดปัญหาแต่อย่างไร แต่ถ้าสารเหล่านี้สัมผัสกับสารอัลตราไวโอเลตในแสงแดด ก็จะเกิดปฏิกิริยาทางเคมีที่ทำให้ริมฝีปากอักเสบ และมีการกระตุ้นเซลล์สร้างให้สร้างเม็ดสีออกมามาก ๆ จน ปากดำคล้ำ (ทางการแพทย์เรียกว่าปฏิกิริยาแพ้แดด) 

ยาสีฟันและน้ำยาบ้วนปาก ซึ่งมีส่วนผสมของฟลูออไรด์หรือแอลกอฮอล์ในปริมาณสูง รวมถึงสารที่ทำให้เกิดฟอง และสารที่ทำให้เกิดความสดชื่นที่มีรสเผ็ดซ่าในยาสีฟันด้วย 

ลิปสติก ซึ่งสารประกอบที่ทำให้เกิดปัญหาที่สุดคือ สี กลิ่น น้ำหอม ลาโนลิน (ที่ให้ความชุมชื้น) และสารกันบูด 

สิ่งแวดล้อมรอบตัว เช่น อากาศ ที่เย็นและแห้งในหน้าหนาว หรือการทำงานในห้องปรับอากาศตลอดเวลา และการดื่มน้ำน้อย เป็นสาเหตุสำคัญอย่างหนึ่งที่ทำให้ ริมฝีปากแห้ง 

การเลียริมฝีปาก ซึ่งคนส่วนใหญ่ใช้วิธีแก้ไขปัญหาปากแห้งและแตก แต่ความเป็นจริงที่ค้านกับคนทั่วไป กลับกลายเป็นว่าหากเลียริมฝีปากบ่อย เอนไซม์ที่ช่วยย่อยอาหารในน้ำลายจะยิ่งรบกวนริมฝีปากให้แห้งมากยิ่งขึ้น 

การใช้ลิปปาล์ม เป็นเวลานานจนติดเป็นนิสัย เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ ริมฝีปากแห้ง ลิปปาล์มอาจช่วยเบาเทาให้ริมฝีปากแห้งได้ชั่วคราว แต่ในระยะอาจทำให้ริมฝีปากแตกแห้งมากขึ้น เพราะสารสำคัญที่ผสมอยู่ในลิปปาล์มทั่วไปจะดูดความชื้นของริมฝีปาก จนทำให้ต้องทาลิปปาล์มอยู่บ่อย ๆ


วิธีการแก้ไข

หากสำรวจตัวเองจนได้คำตอบแล้วว่า ต้นตอของปัญหา ริมฝีปากดำคล้ำ แห้ง แตก และลอกเป็นขุย เกิดจากสาเหตุใด วิธีแก้ไขก็ไม่ใช้เรื่องยากเย็นอะไรเลย โดยปฏิบัติตามคำแนะนำต่อไปนี้ คือ 

1. ดื่มน้ำมากๆ มากจนเพียงพอที่จะให้ความชุมชื้นถึงทุกส่วนของ ผิวหนัง รวมทั้งริมฝีปาก เพราะยิ่งอายุเพิ่มขึ้น เซลล์ในร่างกายจะเก็บความชุ่มชื้นได้น้อยลง 

2. เมื่อกินผักผลไม้เสร็จแล้วล้างปากให้สะอาดทุกครั้ง 

3. เปลี่ยนยาสีฟันที่มีฟองมาก รสเผ็ดซ่า เป็นยี่ฮ้อที่มีฟองน้อยลง และเผ็ดน้อย หรือใช้ยาสีฟันเด็ก หรืออาจใช้วิธีทาวาสลินขาวเคลือบริมฝีปากก่อนแปรงฟัน เพื่อป้องกันฟองยาสีฟันรบกวนริมฝีปาก ถ้าไม่มีวาสลินขาวอาจใช้เบบี้ออยล์ (baby oil) แทนก็ได้ 

4. อย่าเลียริมฝีปากแม้ว่าจะช่วยให้ริมฝีปากชุ่มชื่นขึ้น (ชั่วคราว) แต่เมื่อความชื้นระเหยกลับ จะทำให้ริมฝีปากแห้งมากขึ้น 

5. ทาริมฝีมากบ่อยๆ ด้วยวาสลินขาวแทนลิปกลอสหรือลิปมันที่แห้งหรือแข็งเกินไป หรืออาจใช้ลิปปาล์มที่มีสารจากธรรมชาติ และมีสารป้องกันแสงแดดอยู่ด้วย 

Beauty Care : มารู้จักครีมกันแดดกันเถอะ




   ถึงแม้แสงแดดจะมีคุณประโยชน์ที่หลากหลายต่อมนุษย์ แต่การได้รับ แสงแดด ในปริมาณที่มากเกินไปก็อาจทำให้ผิวไหม้แดงได้

   ครีมกันแดด โดยทั่วไปมักจะบ่งบอกถึง SPF หรือ ประสิทธิภาพในการป้องกันแสงแดดชนิด UVB แต่ที่ควรใส่ใจไม่แพ้กันก็คือค่าการปกป้องรังสี UVA ซึ่งมักจะบ่งบอกไว้ด้วยคำว่า PA หรือ PPD นอกจากนี้ ครีมกันแดดที่ดีควรมี Photos ility หรือความคงทนต่อแสงของครีมกันแดด ซึ่งครีมกันแดดที่ไม่คงทนต่อแสงหรือสลายไปมากกว่า 25% หลังถูกแสงยูวี จะทำให้ประสิทธิภาพในการป้องกันแสงแดดลดน้อยลง

การป้องกันอันตรายจากแสงแดดที่ดีที่สุด คือ การหลีกเลี่ยงแสงแดดจัด ในช่วงเวลา 9.00-15.00 น. ก่อนอื่น เรามารู้จักประเภทของครีมกันแดด กันเลยนะค่ะ  


ครีมกันแดด มีทั้งหมด 3 ประเภทดังนี้

1. Chemical Sunscreen

เป็น ครีมกันแดด ที่มีส่วนผสมของสารเคมี ทำหน้าที่ปกป้องแสงแดด โดยการดูดซับรังสีแสงแดดเข้าไว้ในผิว ซึ่งหลังจากโดนแดดสักพัก สารเคมีเหล่านี้ก็เสื่อมสภาพ นั่นคือสาเหตุที่เราจึงต้องทา ครีมกันแดด ทุกๆ 2-3 ชั่วโมง การเลือกใช้ ครีมกันแดด ที่มีค่า SPF สูงๆ ซึ่งมีส่วนผสมของสารเคมีปริมาณมาก อาจเกิดการระคายเคืองต่อผิวหนังโดยเฉพาะคนที่มีผิวแพ้ง่าย 

2. Physical Sunscreen

เป็น ครีมกันแดด ที่มีส่วนผสมของสาร ที่สามารถสะท้อนรังสี UVA และ UVB ออกไปจากผิวหนัง ซึ่งสารในกลุ่มนี้จะมีผลระคายเคืองต่อผิวหนัง น้อยกว่าสารในกลุ่มแรก แต่มีข้อด้อยคือ ครีมกันแดด ประเภทนี้ไม่สามารถให้ SPF ที่สูงๆ ได้ และเมื่อทาบนผิวหนังแล้ว หน้าจะดูขาวมาก เนื่องจากสารจะเคลือบบนผิวหนังชั้นบน เพื่อรอแสงกระทบ จึงมีการดูดซึมสู่ผิวน้อย

3. แบบผสม Chemical-Physical Sunscreen

เป็นการเสริมข้อดี ลดข้อด้อยในแต่ละส่วน นั่นคือ ลดการระคายเคืองต่อผิวหนัง จากสารประเภทสารเคมี และ ลดความขาวเมื่อทาครีม และ เสริมประสิทธิภาพ ในการป้องกันแสงแดดร่วมกัน



วิธีเลือกซื้อครีมกันแดด

1. มีคุณสมบัติครบในการป้องกันทั้งรังสี UVB และ UVA ไม่มีปฏิกิริยาต่อผิวหนัง เช่น คัน ผื่น

2. ดูที่ค่า SPF (Sun Protective Factor) ซึ่งเป็นตัวบอกว่า ป้องกัน UVB ได้กี่เท่าส่วน UVA ยังไม่มีค่ามาตรฐาน ปัจจุบันนิยมใช้ PA และเครื่องหมาย + ปกติคนไทยมีผิวคล้ำซึ่งเม็ดสีสามารถป้องกัน UVB ได้บ้างแล้ว ดังนั้น SPF มากกว่า 15 และ PA++ ขึ้นไป ก็เพียงพอ

3. เลือก ครีมกันแดด ที่มีสารเคมีที่กัน UVA ได้ดีอย่างน้อย 2 ชนิด เช่น Oxybenzone + TiO2 หรือ Parsol 1789 + ZnO เป็นต้น 

4. ดูที่กิจกรรม ถ้าออกกำลังกลางแจ้ง มีเหงื่อ ว่ายน้ำ ทำงานกลางแดด ต้องใช้ SPF ที่สูงขึ้นและเลือกประเภทที่กันน้ำได้ (Water Proof หรือ Water Resistance)


การทาครีมกันแดด 

ควรทา ครีมกันแดด ให้หนาเพียงพอ ก่อนอยู่กลางแดด อย่างน้อย 15 นาที และ จำนวนครั้งที่ทาต่อวัน ก็สำคัญนะคะ ถ้าอยู่ในออฟฟิศ ห้องแอร์ วันละครั้งก็เพียงพอค่ะ แต่ถ้าต้องทำงานกลางแดด โดนลม อาจจะทาเติม ถ้าว่ายน้ำต้องทาทุก 2-3 ชั่วโมง เนื่องจากการทา ยากันแดด2-3 เท่าเลยค่ะ ซ้ำ จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของการกันแดด ได้อีก อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะมีค่า SPF สูงเพียงใด ก็ไม่ได้กันแดดได้ 100 % ค่ะ


วิธีทดสอบการแพ้ครีมกันแดด 

ให้ทา ครีมกันแดด บริเวณใต้ท้องแขนทิ้งไว้ 15 นาที แล้วสังเกตว่ามีอาการบวม แดงหรือไม่ ถ้าปรากฏอาการ ดังกล่าวแสดงว่าแพ้สารเคมีชนิดหนึ่ง อย่างไรก็ตามบางคน อาจจะใช้เวลานานกว่าจะปรากฏอาการแพ้ (delay sensitivity) ดังนั้นจึงควรรอดูอาการถึง 24 ชั่วโมง หรือ 72 ชั่วโมง จึงจะสรุปได้ว่าไม่มีอาการแพ้จริงๆ ค่ะ 




Beauty Care : 8 สัญญาณอันตรายที่สาวๆระวังชุดชั้นในทำลายสุขภาพ




    ชุดชั้นในเป็นเสมือนเพื่อนแท้ของผู้หญิง เพราะหน้าอกที่ได้รูปจะช่วยเสริมเส้นส่วนโค้งส่วนเว้าให้รูปร่างของผู้หญิงอย่างเราให้ดูมีเสน่ห์ยิ่งขึ้น ชุดชั้นในเป็นเสื้อผ้าชิ้นแรกที่สัมผัสผิวหนังเราตลอดเวลา ดังนั้น เมื่อใส่ต้องเพิ่มความมั่นใจ กระชับ ส่งให้ทรวดทรงองค์เอวของเราแลดูสง่างดงามขึ้น ที่สำคัญต้องไม่ทำลายสุขภาพ  


    ล่าสุดชุดชั้นในแบรนด์ดัง “ไคร่า” (Kyra) เผย 8 สัญญาณอันตรายที่สาว ๆ ต้องเซย์กู๊ดบายชุดชั้นในตัวเก่ง เพื่อสุขภาพหน้าอกที่ดี พร้อมแนะเคล็ดลับในการเลือกชุดชั้นในตัวใหม่ที่ได้มาตรฐาน โดย โซเนีย ศรีชวาลา กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไคร่า โมด จำกัด เผยว่า ชุดชั้นในเป็นเสื้อผ้าชิ้นแรกที่สัมผัสผิวหนังตลอดเวลา หลังใส่ต้องเพิ่มความมั่นใจ กระชับ ส่งให้ทรวดทรงองค์เอวงดงามขึ้น ที่สำคัญต้องไม่ทำลายสุขภาพ ปกติอายุการใช้งานประมาณ 6 เดือน ถ้าใส่ไม่บ่อยนักก็อาจนานถึง 1 ปี เพราะขนาดหน้าอกจะเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ซึ่งขึ้นอยู่กับน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้นหรือลดลง



8 ข้อสัญญาณเตือนอันตราย 

1. อย่างแรกสังเกตสีของผ้าว่าเริ่มซีดจางหม่นหมอง


2. เนื้อผ้าไม่มีความยืดหยุ่น ไม่ให้ความรู้สึกกระชับอย่างเคย


3. สายแขนย้วยหรือยานจนรับน้ำหนักเต้าทรงไม่ไหว


4. เต้าทรงยับและมีคราบดำๆ คล้ายกับเชื้อราที่เกิดจากความอับชื้น ไม่ควรใส่แล้ว เพราะเสี่ยงต่อการเกิดโรคผิวหนัง


5. รอยต่อของตะขอเริ่มชำรุดและขาดบริเวณตัวเสื้อด้านหลัง


6. ยางยืดขอบบนและล่างของตัวเสื้อย้วย ขาดความยืดหยุ่น


7. โครงลวดทะลุออกมานอกตัวเสื้อ


8. และสุดท้ายผ้าซับเต้าด้านในเริ่มมีรอยขาดหรือมีคราบดำเป็นจุดๆ




รู้อย่างนี้แล้ว ถึงเวลาที่คุณจะทิ้งชุดชั้นในที่ทำลายสุขภาพแล้วหรือยัง!! เราควรหันมาใส่ใจกับทรวงอกกันได้แล้วนะค่ะ

Beauty Care : ขั้นตอนการล้างหน้าให้ถูกวิธี



ผู้หญิงส่วนใหญ่ หลังจากที่ได้แต่งหน้ามาตลอดทั้งวันแล้ว เวลากลับบ้านก็ถึงเวลาที่จะต้องให้หน้าได้พักผ่อนบ้าง โดยการล้างหน้าให้สะอาดปราศจากเครื่องสำอาง ซึ่งต้องล้างให้ถูกวิธีไม่งั้นหน้าก็เต็มไปด้วยสิวอุดตันได้นะค่ะ เราจะมแนะนำถึงวิธีการล้างหน้าที่ถูกวิธีและสุดล้ำกัน

  ขั้นตอนที่ 1 :ราจจัดการ กับเครื่องสำอางที่อยู่บนใบหน้าเป็นเวลาหลายชั่วโมงก่อน  เพื่อเช็ดล้างเครื่องสำอางออกให้หมดจด โดยเฉพาะมาสคาร่าที่กันน้ำ ซึ่งจะล้างออกค่อนข้างยาก อาจต้องใช้อายเมคอัพรีมูฟเวอร์ช่วยเช็ดออก




** หลายคนคงสงสัยว่าทำไม makeup remover หรือบางชื่อคือ eye & lip remover ถึงมีความสำคัญ? **
 
 
คำตอบก็คือ เพราะว่าส่วนผสมของเครื่องสำอางบางตัว ไม่สามารถทำความสะอาดได้เพียงแค่ส่วนผสมของน้ำมัน การใช้ makeup remover นั้นจะช่วยทำให้ขนตาไม่ร่วง ไม่หัก แล้วก็ช่วยถนอมผิวบริเวณรอบดวงตาไม่ให้ถูกเช็ดถูอย่างแรง ส่วนการใช้ makeup remover แปะที่ริมฝีปากในกรณีที่ทาลิปสีเข้มๆ ก็เพื่อช่วยให้เม็ดสีพิกเม้นท์ไม่ตกค้างที่บริเวณปากซึ่งจะมีผลทำให้ริมฝีปากคล้ำ !

 ขั้นตอนที่ 2 : การทำความสะอาดเครื่องสำอางประเภทครีม แป้ง และสิ่งตกค้างที่อาจจะอุดตันรูขุมขนซึ่งเป็นบ่อเกิดของสิว ขั้นตอนนี้จะใช้ makeoff ประเภท cleasing balm / cleasing oil / cleasing milk แล้วแต่สภาพผิวและความชอบ นวดวนประมาณ 5-15 นาที ให้ไขมันจาก cleasing แตกตัวไปดึงให้สิ่งสกปรกให้ลอยขึ้นมาจากผิว ถ้าเป็น cleansing oil บางยี่ห้อ จะใช้น้ำหยดลงไปให้ oil กลายเป็นสีน้ำนมแล้วนวด จะช่วยให้พวก makeup ออกง่ายขึ้นค่ะ แต่ในขั้นตอนนี้ต้องล้างออกด้วยน้ำสะอาดเยอะๆ เพื่อให้แน่ใจว่าผิวหน้าสะอาดหมดจดค่ะ

** สำหรับคนที่มีผิวบอบบาง แพ้ง่าย **  ขอแนะนำ La Roche Posay Physiolgical Micellar Solution โลชั่นสูตรอ่อนโยนสำหรับทำความสะอาดเครื่องสำอาง และสิ่งตกค้างจากการแต่งหน้า ปราศจากแอลกอฮอล์ จึงทำให้ไม่เกิดการระคายเคือง เหมาะกับทุกสภาพผิว


  ขั้นตอนที่ 3 : การล้างทำความสะอาดทั่วไป เพื่อเพิ่มความสดชื่น และล้างคราบไขมันจากขั้นตอนที่ 2 ออก ในขั้นตอนนี้สามารถใช้อุปกรณ์ที่พบเจอได้ทั่วไปในชีวิตประจำวันคือ สบู่ล้างหน้า ทั้งชนิดก้อน สบู่เหลว โฟม และเจล ก็เลือกกันไปตามสภาพผิวและความถนัด

** หากคุณมีผิวที่แพ้ง่าย ระคายเคือง **  ขอแนะนำ La Roche Posay Physiolgical Cleasing Gel เจลล้างหน้าสูตรอ่อนโยน ปราศแอลกอฮอล์ สีและกลิ่นที่ทำให้เกิดการระคายเคือง เสร็จแล้วล้างน้ำเปล่าเยอะๆ ก่อนจบด้วยน้ำเย็นเพื่อกระชับรูขุมขน




  ขั้นตอนสุดท้าย : เตรียมผิวสู่ขั้นตอนการบำรุงผิวด้วยโลชั่นเช็ดผิวหรือโทนเนอร์ จะช่วยชำระทำความสะอาดสิ่งสกปรกในครั้งสุดท้ายแล้ว เพื่อให้แน่ใจว่าผิวหน้าสะอาดปราศจากสิ่งสกปรกตกค้างจริงๆ ในขณะเดียวกันก็จะช่วยกระชับรูขุมขนอีกด้วย

** ขอแนะนำ **  


La Roche Posay Physiolgical Soothing Toner โทนเนอร์สูตรอ่อนโยนช่วยทำความสะอาดผิวหน้าให้เกลี้ยงเกลาหมดจด
 
** สาวๆ หลายคนคงสงสัยว่า ทำไมเราถึงไว้วางใจโลชั่นเช็ดผิว หรือโทนเนอร์ได้มากกกว่าน้ำประปาที่เราใช้ล้างหน้า? **
 
คำตอบก็คือ เพราะโทนเนอร์ ไม่ใช่แค่น้ำธรรมดา แต่เป็นน้ำที่ผ่านกรรมวิธีฆ่าเชื้อให้สะอาดที่สุดเพื่อเหมาะใช้กับผิวหน้า เป็นน้ำสุดท้ายที่สะอาดที่สุดและเมื่อผิว หน้าสะอาดหมดจดแล้ว ไม่มีสิ่งอุดตันตรงรูขุมขน ผิวก็สามารถดูดซึมสารสำคัญในขั้นตอนบำรุงได้ดีขึ้น !



     ขั้นตอนการล้างหน้านั้นอาจจะดูยุ่งยากและดูวุ่นวายแต่มันก็คุ้มที่จะทำเพราะผิวหน้าของคนเรานั้นบอบบางและมื่อไปสัมผัสกับเครื่องสำอางที่หลากหลายแล้วนั้น เราไม่เพียงแต่ล้างมันออกไปเท่านันแต่เราควรรักษาและดูแลผิวหน้าเราให้ดีควบคู่กันไปด้วย เพื่อไม่ให้ผิวหน้าเราดูแก่ก่อนวัย และมีรูขุมขนอุดตันซึ่งเป็นสาเหตุหลักของการเกิดสิว เราจึงควรที่จะดูแลให้ดีเพื่อประโยชน์ต่อตัวคุณเอง